วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

Success Story : Zong Clover Time

Avatar
Tom Founder18126
ผม สายศักดิ์ แสงกระจ่าง ครับ เรียกชื่อสั้นๆว่า “สอง” เป็นลูกคนกลาง มีพี่น้องอีก 2 คน ชื่อเรียงกันมาเป็น “หนึ่ง สอง สาม” เกิดมาในครอบครัวของพ่อค้าวัสดุก่อสร้าง “รับเหมาก่อสร้างทั่วราชอนาจักร ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวด์เฮาส์ หมู่บ้าน ยันถึง สนามบิน” ดูเหมือนร่ำรวยเพราะมีหน้าร้านขนาดใหญ่ รถหรูเยอะ แต่ความเป็นจริงเต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” เพราะทุกอย่างเป็นเครดิต และต้องหมุนเงินปีละ 400-500 ล้าน พร้อมภาระรับผิดชอบชิวิตลูกน้อง กว่า 200 ชีวิต
จนเมื่อปี 40 ด้วยพิษเศรฐกิจฟองสบู่แตก ครอบครัวของผมถูกศาลฟ้องล้มละลาย ชิวิตจากเด็กหนุ่มว่าที่ไฮโซ ที่เพื่อนๆในโรงเรียนหลายๆคนอิจฉา กลายเป็นเด็กเกือบจะไม่มีที่เรียน เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยปัจจัยเศษฐกิจตกต่ำที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ รถหรูเกือบ 10 คัน บ้านหรู 5 ห้องนอนในพื้นที่ขนาดมโหฬาร กลายเป็น กะบะเก่าๆ 1 คัน กับคฤหาศน์โทรมๆที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และรกจนเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทุกชนิด แต่ด้วยการต่อสู้ของคุณพ่อ คุณแม่ “สู้ทั้งๆที่ดูเหมือนไม่มีหวัง” “สู้ทั้งๆที่ไม่มีแรง” “สู้ทั้งๆที่ท้อ” “สู้ทั้งๆที่ใครหลายๆคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้” เป็นเวลา 5 ปี ก็สามารถเอาชนะความจนได้ กลับมามีกิจการโรงไม้เป็นของตนเองจนทำกำไรได้ถึงเดือนละ 7 หลัก ส่งลูกสาวเรียน นานาชาติ และลูกชายอย่างผมเรียน ABAC ได้ เหมือนกับคำที่กล่าวว่า “ไม่ว่าจะกี่พันคนบอกว่าคุณทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณหนึ่งคนบอกตัวเองว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้” ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า “ชีวิตคนเราไม่มีใครขึ้นสุดแล้วไม่มีขาลง และไม่มีใครลงสุดจนไม่มีขาขึ้น” อยู่ที่ทัศนคติเมื่อเราเผชิญปัญหาต่างหากว่าเราจะมองโลกในมุมไหน เราจะเลือกมองความสำเร็จที่เคยมีหรือจะมองสิ่งที่เหลืออยู่และลุกขึ้นสู้กับอนาคตต่อไป
เรื่องราวทั้งหมดที่ผมเขียนมานั้นแหละครับคือคำว่า “โอกาส” มันมีอยู่ทุกที่กับถนนทุกเส้น และเงินมันก็ไม่ได้หายากอย่างที่ใครๆหลายคนเข้าใจ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเปลี่ยน “โอกาส” ให้กลายเป็น “เงิน” ได้อย่างไร แม้กระทั่งขยะเหม็นๆที่คนส่วนมากมองเป็นสิ่งไร้ค้า ก็ยังมีตัวอย่างเศรษฐีรุ่นใหม่เกิดขึ้นจากการค้าขยะ ในงานศพก็มีคนทำเงินจากการขายพวงหรีด และแม้กระทั้งวันอกหักก็ยังมีคนทำเงินจากการขายบทเพลง เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องเงินหายากตัดไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาเงินได้อย่างไร คุณต้องเปลี่ยนคำถามในใจก่อน จาก “ทำไมคนอื่นถึงรวย แต่เราถึงจน” เป็น “คนอื่นรวยได้อย่างไร” แล้วเราจะรวยด้วยวิธีไหน เพราะ “คำถามที่ดีจะนำมาซึ่ง คำตอบที่ดีเสมอ”
เมื่อสามปีก่อน มีรุ่นพี่มาแนะนำธุรกิจ Clover Group ให้ผมฟัง ผมจึงตั้งคำถามที่ดีให้กับตัวเองว่า หากผมต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยไม่มีความเสี่ยง และผมสามารถพลาดกี่ครั้งก็ได้ ขอแค่สำเร็จครั้งเดียวสำเร็จไปทั้งชีวิต จะมีอาชีพไหนให้ผมได้บ้าง คำตอบที่ได้รับคือ ธุรกิจเครือข่ายเพราะเงินลงทุนต่ำ ไม่มีความเสี่ยง สามารถพลาดกี่ครั้งก็ได้เพราะมันไม่มีวันขาดทุน และที่สำคัญธุรกิจนี้จะเป็นสะพานไปสู่นักธุรกิจไฟแรงมากมาย ทำให้ผมสามารถเข้าถึง Connection มหาศาล ในวันที่ผมอยากทำให้ความฝันที่จะเป็นนักธุรกิจพันล้านมันยิ่งเอื้อมง่ายขึ้น แล้วมันจะมีเหตุผลอะไรที่วัยรุ่นมีความฝันอย่างผมจะไม่ลอง
ผมเริ่มต้นธุรกิจทั้งๆที่ไม่พร้อมทางด้านการเงินและเวลา เพราะก่อนผมเริ่มธุรกิจได้ 1 อาทิตย์ผมเป็นหนี้พนันบอลกว่า 300,000 บาท และต้องหลบหน้าเจ้าหนี้เพราะถูกขู่เก็บเงินตลอดเวลา แต่ด้วยตัวอย่างการสู้ชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยมีข้อแม้ต่อความสำเร็จหรือกลัวความลำบากแต่อย่างได สู้เพื่อลูกๆอย่างพวกเรา 3 พี่น้องมาทั้งชีวิต ทำให้ผมคิดว่าในฐานะลูกที่ดีหนึ่งคนต้องรีบประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุดเพื่อที่ท่านทั้งสองจะได้หมดห่วง และไปใช้ชีวิตอย่างที่ท่านทั้งสองต้องการ เพราะในขณะที่ลูกๆอย่างพวกเรามีวันพ่อวันแม่แค่ปีละ 2 หน อีกมุมนึงของผู้เป็นพ่อเป็นแม่...ท่านคิดว่าตั้งแต่ท่านมีเรา ทุกๆวันของท่านคือ “วันลูก” ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้เราอยู่สบาย
เรื่องราวทั้งหมดนี้เลยเป็นแรงพลักดันให้ผมเริ่มต้นธุรกิจด้วยมุมมองไม่เหมือนใคร ผมโดนปฎิเสธนับร้อยหน โดนประนามนับพันครั้ง แต่ผมก็ฝืนทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบเป็นระยะเวลา 15 เดือน ผมสามารถเปลี่ยนรายได้จาก 5,000 บาทเป็น 105,000 บาท และผมสามารถพิชิตรายได้ 250,000 บาทด้วยระยะเวลา 25 เดือน สามารถไปเที่ยวต่างแดนกว่า 10 เมืองทั่วโลก ได้ซื้อรถยนต์ BMW เป็นของตัวเอง เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เพื่อนได้มากมายและที่สำคัญ ผมทำให้พ่อแม่ภูมิใจว่า “ผมคือลูกคนใหม่ของเขา”
ต้องขอขอบคุณระบบ Clover Group ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์เด็กรุ่นใหม่
จากวัยรุ่น “รักสนุก” เป็นวัยรุ่น “รักครอบครัว”
เคล็ดลับ 3 ข้อ ที่ผมยึดในการประสบความสำเร็จคือ
1.ทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำด้วยตัวเอง..เพื่อที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่คนส่วนมากไม่รู้
2.ถามในสิ่งที่ผมไม่รู้โดยไม่สนว่าใครจะมองว่าผมโง่..เพราะผมจะเป็นคนโง่แค่ชั่วคราว ไม่ใช่คนโง่ถาวร
3.คิดต่างคิดนอกกรอบจากคนทั่วไป..เพราะถ้าเราคิดแบบคนทั่วไปเราจะกลายมาเป็นคนธรรมดา
เมื่อวันที่ 23 กันยายน เวลา 2:53 น. 

Success Story : Poy Thitaree Clover Gens

Avatar
Tom Founder18126
ปอยเป็นเด็กเชียงใหม่  จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป อยากได้อยากมี อยากแต่งตัวสวยๆ ใช้ของดีๆ เสพติดความสุขที่ได้จากการทำบุญและการท่องท่องเที่ยว ปอยโชคดีที่เกิดในครอบครัวที่มีไม่พร้อม คือ ‘มีเงินไม่พร้อม’ ให้เราซื้อในสิ่งที่เราอยากได้ ปอยจึงเรียนรู้ที่จะทำงานหาเงิน มาซื้อสิ่งต่างๆเองตั้งแต่เด็ก ปอยทำงานพิเศษตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นม.4 เริ่มจากเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร แคชเชียร์ เด็กแจกใบปลิว  เด็กในร้านเช่าหนังสือการ์ตูน เป็นครูสอนดนตรีและศิลปะ ครูสอนพิเศษตามบ้าน เป็นนักเขียนคอลัมภ์ลงเว็ปและนิตยาสาร เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษศูนย์ออกแบบ เป็นแม่ค้าหวย(ขายทุกวันที่1และ16) และก่อนเรียนจบได้มีโอกาสฝึกงานกับโรงงานชาเขียวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำให้ปอยหาเงินได้มากกว่ารายได้ขั้นต่ำของวุฒิปริญญาตรีตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปี2

“ก้าวแรกที่สำคัญในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิต คือ ถามตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไร” ปอยอยากมีเงินเยอะๆ เยอะมากพอที่จะเลี้ยงดูให้พ่อแม่สุขสบาย ปอยจะได้เอาเงินที่เหลือไปท่องเที่ยว ชอปปิ้ง และเผื่อแผ่ไปยังคนที่ด้อยโอกาส โดย‘ไม่รู้สึกผิด’ ต่อบุพการี การมีโอกาสได้เป็น ‘ลูกจ้าง’ ทำงานรับใช้ความฝันให้กับคนอื่น ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้รู้ว่า ‘ลูกจ้าง’ ไม่มีวันได้เงินมากกว่า ‘นายจ้าง’ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ตอนเรียนจบปอยจึงมองหาธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีกิจการอะไรก็ได้ที่เป็นของเราเองจริงๆ ปอยไม่เลือกทำงานประจำ ไม่เสียดายวิชาหรือเวลาที่เรียนมา แต่เสียดายเวลาที่เหลือในอนาคตมากกว่า ถ้าเราต้องเอาเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปแลกกับเงินที่เลี้ยงชีวิตไปวันๆ

ในขณะที่กำลังมองหาโอกาสทำธุกิจอยู่นั่น ปอยกลับวิ่งหนีโอกาสที่ชื่อว่า ‘ธุรกิจเครือข่าย’ เพราะตั้งแต่เด็ก ปอยเห็นหลายๆคนรอบตัว ที่ทำธุรกิจประเภทนี้ ถ้าไม่ล้มเลิกก็ล้มเหลวกันหมด จึงทำให้ปอย “ไม่เชื่อ” ในธุรกิจเครือข่าย ในวันที่คุณอ่าย(เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันสมัยประถม)มาแนะนำธุรกิจเอมสตาร์ ปอยก็เพียงช่วยสมัครซื้อสินค้าให้จบๆไป ไม่คิดอยากทำเป็นธุรกิจ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงสองเดือนรายได้คุณอ่ายเพิ่มขึ้นจาก 2,000 บาท เป็น 10,000 บาท คำถามที่เกิดขึ้นคือ ‘ถ้าอีก1ปี คุณอ่ายรายได้เพิ่มจากหนึ่งหมื่นบาทเป็น1แสนบาท ตัวปอยเองจะทำงานอะไรที่ให้รายได้ขนาดนี้ด้วยเงินลงทุนแค่300บาท’ ปอยมองว่าเอมสตาร์คือโอกาสที่ง่ายที่สุดที่ปอยจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ปอยจึงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจ

เส้นทางในการประสบความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ปอยเริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม ถูกต่อต้านจากคนที่เรารัก ช่วงแรกแม่ยึดกุญแจรถ กุญแจบ้าน ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถสี่ล้อแดง ถ้ากลับดึกต้องปีนรั้วเข้าบ้าน ปอยจึงตัดสินใจมาทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ไม่มีเงินเก็บเลย “ปอยไม่รอให้ปัจจัยต่างๆพร้อมสำหรับการเริ่มต้น เพราะเชื่อว่าการเริ่มต้นต่างหากที่จะทำให้ปัจจัยทุกอย่างพร้อมเอง” ปอยขออาศัยอยู่หอพักกับเพื่อน จากเคยทานอาหารดีๆบ่อยๆก็เหลืออาทิตย์ละครั้ง ไปห้างก็ได้แต่เดินดู แม้แต่ช่วงลดราคาก็ไม่กล้าซื้อ บอกตัวเองว่า ‘เก็บเงินไว้ทำธุรกิจดีกว่า อีกหน่อยเป็น Ruby จะซื้อให้หมดทุกแบบเลย’ เชื่อว่าทุกอาชีพบนโลกนี้ล้วนแต่ต้องลงทุน แม้แต่ขอทานยังต้องลงทุกซื้อขันใส่เงิน แต่การลงทุนในธุรกิจนี้คือค่าเดินทาง ค่าสื่อ ค่าโทรศัพย์เท่านั้นเอง ปอยเห็นความ “คุ้มค่า” ที่จะ “อดใจ” ไม่ซื้อของบางอย่างที่อยากได้ เพื่อวันหนึ่งจะซื้อได้ทุกอย่าง แต่ละอาทิตย์ปอยจะนั่งรถทัวร์เดินทางทั้งหมดสามจังหวัด ชลบุรี ระยอง ปราจีน เพื่อไปช่วยทีมงานทำเฮ้า วันไหนเลิกดึกก็หาที่นอนเอาข้างหน้า มีหลายครั้งทนไม่ไหวร้องไห้ในรถทัวร์ ถามกับตัวเองว่า ทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “อดทนนะ เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร”

สำหรับปอย ตลอดเส้นทางในการทำธุรกิจ สิ่งที่ ‘เจ็บปวด’ กว่าคำ‘ปฎิเสธ’ คือคำ ‘ดูถูก’ แต่เราต้อง “ไม่ทำ” ให้ใคร “ทายถูก” ทางเดียวคือปอยต้อง “สำเร็จ” เท่านั้น ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และอดทน จนในที่สุด ปอยใช้เวลา 2 ปี มีรายได้มากกว่า 100,000 บาท ต่อเดือน และหกเดือนต่อมาก็มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 140,000 บาท ปัจจุบันปอยเป็นนักธุรกิจระดับ Sapphire Star ซื้อรถยนต์คันแรก Nissan Sylphy 1.8v ราคา 999,000 บาท ในเดือนเกิดอายุครบ 27 ปี เป็นรถราคาไม่แพงมาก แต่เป็นรถที่ปอยภูมิใจเพราะทำให้พ่อกับแม่รู้สึกอุ่นใจ ทำให้ท่านทั้งสองเห็นว่าอย่างน้อยเราก็มีอะไร ‘เป็นชิ้นเป็นอัน’ ขึ้นมา ปอยสามารถ Shopping ซื้อเสื้อผ้าดีๆใส่ แม้ไม่ใช่ช่วงลดราคา สามารถเผื่อแผ่เงินเลี้ยงดูน้องๆและคนที่ด้อยกว่าเรา ปอยได้ออกเดินทางไปดูโลกกว้าง ได้โบนัสเป็น ทริปการท่องเที่ยวมากกว่า 5 ประเทศ และปัจจุบันยังมีธุรกิจของตัวเองเพิ่มขึ้นอีก 2 บริษัท

ปอยเชื่อว่า..​ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ยอดเขาที่ว่าสูง ยังอยู่ใต้เท้ามนุษย์ที่ไม่ละความพยายาม

เคล็ดลับความสำเร็จ
1.) ไม่ลืมคุณคน ไม่ลืมว่าเราโตมาได้ยังไง ใครทำไม่ดีกับเรา เราไม่จำ แต่ใครทำดีกับเรา เราห้ามลืม ผลแห่งการคิดดี คิดตอบแทนบุญคนจะทำให้เราก้าวหน้า
2.) คิดบวก พยายามเข้าใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา อยากได้สิ่งไหนให้ทำสิ่งนั้นให้ผู้อื่นก่อน เพราะธุรกิจนี้ทำงานกับคน ไม่ว่าเจอคนดีหรือไม่ดี ทำถูกใจเราหรือไม่ คิดเสียว่าอย่างน้อยๆเราก็ได้เรียนรู้่คนมากขึ้นอีกประเภทหนึ่ง อย่าหวังเปลี่ยนใคร เราเปลี่ยนได้แค่่ตัวเราเอง
3.) ทำตัวเป็นน้ำแก้วรั่ว เติมความรู้เท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ไม่คิดว่าตัวเองรู้แล้ว เก่งแล้ว หรือเคยฟังแล้ว เรียนรู้จากสื่อ หนังสือ รอบประชุมสม่ำเสมอ คนฉลาดมักแกล้งโง่เพื่อให้ตัวเองฉลาดมากขึ้น พ่อปอยสอนตั้งแต่เด็กว่า ไม่มีนักปราญช์คนไหนอยากมอบความรู้ให้กับคนที่คิดว่าตัวเองรู้เยอะ(น้ำเต็มแก้ว)
4.) อ่อนในท่าที แข็งในความความคิด มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีจุดยืนในตัวเอง อดทนและสู้ต่อ อย่าให้ความฝันเราเบากว่าลมปากใคร วันนี้ปอยพูดได้เต็มปากว่า ธุรกิจเครือข่าย ไม่มี “ล้มเหลว” มีแต่ “ล้มเลิก” ไปก่อนค่ะ
เมื่อวันที่ 21 กันยายน เวลา 22:27 น.

Success Story : Tee+ Bird The Clover

Avatar
Tom Founder18126
จากเนื้อหาใน TS เมื่อคืน 20 กย ทางกลุ่มจะสื่อใหม่เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องราวคนสำเร็จ Ruby++
ในกลุ่ม Clover ซึ่งจะมาเสนอมุมมองดีๆเรื่องราวการเริ่มธุรกิจ ตนประสบความสำเร็จและเคล็บลับ

วันนี้ขอเสนอผู้สำเร็จท่านแรก คุณ ตี๋ เบริดครับ

ผมจบการศึกษาจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ หรือ Sirindhorn International Institute of Technology (SIIT) มีโอกาสทำงานในสาย ที่เรียนมาราว 2ปี หลังจากนั้นกลับมาช่วย ธุรกิจส่วนตัวโรงงานสังฆภัณฑ์ของครอบครัว ก่อนจะขยายไปยัง ธุรกิจกลุ่ม “อสังหาริมทรัพย์” รวมทั้งได้มีโอกาสเป็น ที่ปรึกษา ให้กับบริษัทโรงงานผ้านวม ของครอบครัวพี่เขย อีกทั้ง กำลังจะขึ้น โครงการ โรงแรม Boutique Hotel มูลค่ากว่า 100 ล้านในขณะนั้น หลายคนอ่าน ถึงตรงนี้อาจคิดว่า ผมเป็นคน “ขยัน” แต่อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่า จริงๆแล้ว ผมก็เป็นคนนึงที่ “ขี้เกียจ” สันหลังยาว มากๆคนนึงเลยครับ แต่ที่ทำงานหลายอย่าง พร้อมๆกัน เพราะผมอยากรีบ “สำเร็จ” จะได้ “ขี้เกียจ” ไปยาวๆ

ผมมาเจอธุรกิจ เอมสตาร์ จากรุ่นพี่ที่เคารพรัก 2ท่าน ได้แก่ พี่ชมพู่ พิมพ์ปภัค โล่ห์มหิรัญกุล และ พี่เตี่ยง ณัฐณษัณ โล่ห์มหิรัญกุล ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ธุรกิจแนว “ขายตรง” “เครือข่าย” อะไรพวกนี้ไม่ใช่ “แนว” ที่ผมชอบเลย เคยฟังมาเยอะแล้ว เคยโดนชวนบ่อยมาก เคยทำแล้วสมัยเรียนด้วยซ้ำ แต่ผมเชื่อเรื่อง “ความรู้” ไม่มีวันหมด ไหนๆพี่เค้ามาแล้ว ก็เลยฟัง “อย่างตั้งใจ” อย่างน้อยก็ได้รู้เรื่องราว อะไรเพิ่มเติมในชีวิต 
 หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ค้นพบว่า ทุกอย่างบนโลกนี้มันมี “วิวัฒนาการ” เครือข่าย หรือ ขายตรง แบบที่เราเคยฟังมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เหมือนกับ เอมสตาร์ เลย
 แต่ปัญหาของผมอีกเรื่องคือ “เวลา” เพราะบรรดางานที่ทำอยู่ 4-5 งาน ก็ไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหนอยู่แล้ว เลยตอบพี่เค้าไปตรงๆว่า “มันก็ดีนะพี่ แต่ผม ไม่มีเวลา ครับ” 
 ไม่น่าเชื่อประโยคสั้นๆที่ผมได้รับกลับมากลับ “พลิก” วิธีคิดผมไปโดย สิ้นเชิง เพราะพี่เค้าถามผมกลับว่า “แล้วเอ็งอยากมี เวลา มั้ยหล่ะ?”
 หลังจากนั้นทำให้ผมได้คิด และ คิดได้ ชีวิตที่ผ่านมา ทำมาแบบนี้ตลอด ก็ยังไม่มีเวลา ถ้ายัง “ซื่อบื้อ” ทำแบบนี้ต่อไป จะมีเวลาได้ยังไง นี่คือ เป้าหมายหลัก ในการเริ่มต้น ธุรกิจนี้ของผมเลยครับ “อิสรภาพทางเวลา”

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า “เวลา” เป็นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด และมันก็เป็น อุปสรรค ที่สุดในการเริ่มต้นทำอะไรก็ตามเพิ่ม เช่นกัน ดังนั้นในช่วงแรกผมจึงใช้ 2 เทคนิคในการ “จัดเวลา” เพื่อเริ่มต้น 
 อย่างแรกต้อง “ตัด” การใช้เวลาในแต่ละวันที่พอจะตัดได้เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิ้ง เที่ยวกลางคืน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ นอกจะทำให้เราเสียเงินยังทำให้เรา “เสียโอกาส” ในการทำอะไรเพิ่มด้วยซ้ำ
 อย่างที่สอง “จัดการ” เวลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากผมเคยมีประสบการณ์ ทำธุรกิจมาหลายด้านที่ ไม่เคยเรียนมา จึงรู้ว่าในตอน เริ่มต้นทุกงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความรู้” ผมจึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ในเวลางานปกติ เพื่อที่จะจัดเวลาไป “เรียนรู้” ที่เซ็นเตอร์ เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และพยายามฟังซีดีทุกครั้งที่ขึ้นรถ เปิดดีวีดี ทุกครั้งที่เข้าห้องนอน โทรนัดเพื่อนล่วงหน้า เพื่อเลิกงานจะได้มีเนื่องานให้ทำแน่นอนเลย ไม่ใช่รอว่างก่อนแล้วค่อยทำ สุดท้ายนัดใครไม่ได้ ก็ผ่านไปฟรีๆอีกวัน ผมเสียดาย “เวลา”

หลังจากเริ่มต้นทำธุรกิจอย่างตั้งใจ ระยะแรกๆ รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาไม่กี่พันบาท ทั้งๆที่ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น หลายคนอาจไม่เข้าใจและล้มเลิกไปก่อน แต่ผม “เข้าใจ” ว่าทุกธุรกิจกว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลาเป็นปีๆ แต่ธุรกิจนี้เราไม่ได้ลงทุนอะไรเลย จึงถือว่ากำไรตั้งแต่เดือนแรก จึงตั้งใจต่อเนื่องผ่านไป 7 เดือนก็สามารถขึ้นตำแหน่งที่ชื่อ Ruby Star มีรายได้ร่วม 100,000บาท/เดือน ครบ 12เดือนก็เป็นตำแหน่ง Emerald Star มีรายได้ร่วม 200,000บาท/เดือน
ณ ตอนนั้นเองเนื่องจากผมไม่มี ภาระทางครอบครัวอะไรจึง ตัดสินใจให้ของขวัญตัวเอง ที่เหนื่อยมา 1 ปี ด้วย “ยนตกรรม” ที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ Audi TTs 2.0 TFSI
 และอีก 1 รางวัลของความตั้งใจ และพยายาม คือการได้ ท่องโลกกว้าง ไปยังดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทัชมาฮาล อินเดีย มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หมู่เกาะในฝัน มัลดีฟ ดินแดนแห่งการชอปปิ้ง ฮ่องกง มาเก๊า เกนติ้ง มาเลเซีย กรุงโตเกียว ประเทศญี่่ปุ่น กรุงโซล เกาหลีใต้ รวมทั้ง โจฮันเนสเบิร์ก และ เมืองเคปทาวน์ ประเทศ เซาท์ แอฟริกา
 และทุกๆครั้งที่ได้ไป มีโอกาสได้ไปกับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่ทำงานด้วยกัน เหนื่อยด้วยกัน สนุกไปด้วยกัน จนวันนี้สิ่งที่ได้กลับมา มากกว่า เงินทอง รถยนต์สุดหรู หรือการท่องเที่ยว นั่นคือ การมี “ครอบครัว” ที่น่ารัก อบอุ่น ช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจกัน ในมุมมองส่วนตัวของผม นี่คือ “สังคมมูลค่า” ที่ต่อให้มีเงิน เท่าไหร่ก็ ซื้อไม่ได้

ตลอดเส้นทางการทำธุรกิจส่วนตัว รวมถึงธุรกิจนี้ ผมมีโอกาส ได้ พบเจอผู้คนมากมาย ได้ฟัง ได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และหลายๆครั้ง มักได้ยินคำว่า “เราทำไม่ได้” ผมเองเป็นเด็กขี้แย ขี้กลัว ขี้อาย และ ขี้เกียจ มาก่อน ปัจจุบัน ผมเล่นกีฬา ได้เกือบทุกชนิด ไม่กลัวความผาดโผน ชอบลองสิ่งใหม่ๆ กล้าพูดต่อหน้าคนจำนวน มากๆ ทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เพราะผม เก่ง มีพรสวรรค์ อะไรมากมายนะครับ เพียงแต่ว่าในพจนานุกรมของผม “ไม่มี” คำว่า impossible “มีแต่” คำว่า i’m possible

หากมีใครซักคนเดินมาถามผมว่า “เคล็ดลับ” ในการประสบความสำเร็จของผมคืออะไร?
 ผมคงนึกถึงเวลาที่ผม “เริ่มต้น” ทำอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง ไม่ว่าจะกีฬาชนิดใหม่ งานใหม่ ธุรกิจใหม่ ทุกครั้งผมจะ “เริ่ม” จาก “ปลายทาง” เสมอๆ คือมองคนที่ สำเร็จในด้านนั้นๆก่อน 
 ยึดคนเหล่านั้นเป็น “เป้าหมาย” เป็น “แบบอย่าง” หลังจากนั้นผมค่อยหา “วิธีการ” โดยส่วนตัวผมชอบ ถาม จากคนที่ทำได้ ดูแล้วเลียนแบบ แต่บางครั้งดูคนเหล่านั้นทำ มันช่างง่ายดาย แต่พอเราทำเอง กลับรู้สึกว่ายาก เพราะยังไม่มี “ทักษะ” ดั้งนั้นพอได้ วิธีการ มาแล้วต้อง “ฝึก” “ฝึก” “ฝึก” “ฝึก” “ฝึก” แล้วก็ “ฝึก”
บางครั้งก็ฝึกในสนามซ้อม บางครั้งก็ฝึกในสนามจริง ทุกๆครั้งที่ได้ทำผมจะ “หวัง” ให้มันสำเร็จ และทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด แม้หลายครั้งมันจะพลาด บางครั้งผิดหวัง ไม่เป็นไปตามตั้งใจ แต่ก็จะยังทำต่อไป เพราะต่อให้เราไม่ได้ “ผลลัพธ์” เราก็ยังได้ “ประสบการณ์”
 สรุปง่ายๆก็คือ “ตั้งเป้าหมาย” เรียนรู้ “วิธีการ” จากคนสำเร็จ “ลงมือทำ” ซ้ำๆ จนก่อเกิด เป็น “ทักษะ” และ “ประสบการณ์” และตลอดเส้นทาง จงคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่า
 “เราทำได้”
เมื่อวันที่ 21 กันยายน เวลา 19:12 น.

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

Motivation : อย่าให้ใครขโมยความฝันของคุณ

Avatar
Tom Founder17376
หลังจากบริษัทพึ่งประกาศทริป Moscow ออกมาเชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้น

อยากให้ตั้งใจและไม่ล้มเลิกความตั้งใจครั้งนี้ง่ายๆ 
ลองอ่านนิทานและเรื่องราวของผมกันครับ

ยาวหน่อย แต่อาจเป็นป้ายบอกทางและแรงบันดาลใจให้บางคนได้

อย่าให้ใครมาขโมยความฝันของคุณ

ในห้องเรียนของเด็กชั้นมัธยมปลายแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ครูให้นักเรียนเขียนเรียงความ เรื่องความฝันของฉัน (My Dream) นักเรียนชายอายุประมาณ 15 ปี ชื่อ มอนตี้ เขียนเรียงความว่าตนฝันอยากเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงม้าที่มีเนื้อที่กว้าง ใหญ่มหาศาลเท่านั้นเท่านี้ กำหนดตัวเลขไว้ชัดเจน กลางฟาร์มม้านั้นจะสร้างอาคารกว้างยาวเท่านั้นเท่านี้ เพื่อเป็นที่ต้อนรับผู้คนที่จะมาศึกษาดูงานฟาร์มม้าของตน มอนตี้อธิบายทุกอย่างชัดเจนละเอียดลออครบถ้วน แล้วส่งเรียงความนั้นให้กับครูเช่นเดียวกับเพื่อนๆ

เมื่อครูตรวจเสร็จแล้วแจกเรียงความนั้นคืนให้นักเรียนทุกคน มอนตี้รีบดูผลการตรวจของครู ปรากฏว่า ตรงมุมกระดาษด้านบนมีตัวหนังสือสีแดงเขียนตัว F ซึ่งแปลว่าตก หรือ Fail และมีข้อความเขียนไว้ว่า “พบครูหลังเลิกเรียนแล้ว”?
 เมื่อมอนตี้เข้าไปพบครูตอนเย็น ครูบอกกับเขาว่า “มอนตี้ เธอฝันว่าจะเป็นเจ้าของฟาร์มม้าที่ใหญ่ขนาดนั้นน่ะ เธอรู้มั้ยว่ามันต้องใช้เงินมากมายมหาศาลเลยนะ แล้วตอนนี้ทางบ้านของเธอมีเงินแค่ไหน ฝันของเธอเป็นไปไม่ได้เลย เอาอย่างนี้ละกัน มอนตี้ เธอกลับบ้านแล้วเขียนเรียงความฉบับใหม่มาให้ครูพรุ่งนี้ คราวนี้เขียนฝันที่พอจะมีทางเป็นไปได้หน่อยนะ แล้วครูจะให้คะแนนใหม่แทนคะแนน F ที่เธอได้นี้
     มอนตี้กลับบ้านแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อฟัง พร้อมขอคำแนะนำว่าตนควรจะทำอย่างไรดี เมื่อพ่อของมอนตี้อ่านฝันที่มอนตี้เขียนจบแล้วจึงพูดกับมอนตี้ว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของลูกทีเดียว พ่อว่าลูกต้องคิดและเลือกเองแล้วล่ะ” เช้าขึ้นมอนตี้ไปพบครูพร้อมทั้งส่งเรียงความฉบับเดิมให้แก่ครู และบอกกับครูว่า “ครูเก็บ F ของครูไว้เถอะครับ ผมจะเก็บฝันของผมไว้ (You keep your F., I keep my dream.)” 


เสียงคนเล่าจบลง พร้อมพูดว่า “เรียงความฉบับนั้น ผมใส่กรอบแขวนไว้กลางผนังที่ทุกท่านเห็นอยู่นั้น และขณะนี้ทุกท่านกำลังยืนอยู่ในอาคารกลางฟาร์มเลี้ยงม้าที่เด็กคนนั้นเขียนไว้ในฝันของเขา และถ้าท่านมองออกไปข้างนอก นั่นคือฟาร์มเลี้ยงม้าขนาดเดียวกับที่เขียนไว้ในเรียงความฉบับนั้น
  หลังจากที่คณะดูฟาร์มได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดและกำลังจะแยกย้ายกลับบ้าน ได้มีชายสูงวัยคนหนึ่งเดินมาหา มอนตี้แล้วพูดว่า จำคุณครูได้ไหม “ครูว่าตลอดหลาย 10 ปี ครูคงเป็นคนขโมยฝันของนักเรียนมาหลายคนแล้ว แต่ครูดีใจที่เธอเก็บฝันของเธอไว้ และทำฝันให้เป็นจริง ครูขอโทษที่เกือบจะขโมยฝันของเธอเช่นกัน”
   

ผมได้ยินนิทานเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว และใช้เป็นป้ายบอกทางทุกครั้งที่มีใครจะมาขโมยความฝัน ผมว่าเรื่องราวคล้ายๆลักษณะนี้คงเกิดขึ้นจริงกับใครหลายคนในชีวิตจริงที่แรกๆก็เป็นคน คิดใหญ่ฝันใหญ่ อยากที่จะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่พอเริ่มไปบอกใครบางคนว่าจะทำสิ่งที่เป็นความฝันที่ดูยิ่งใหญ่เกินจริง ก็มักมีคนรอบข้างไม่เชื่อ หาว่าบ้าบ้าง เพี้ยนบ้าง เพ้อฝันบ้าง และมักบอกให้เรากลับมาสู่โลกของความเป็นจริงเสมอ

ซึ่งได้ยินเช่นนั้น หลายคนไม่ได้คิดแบบมอนตี้ หลายๆคนกลับล้มเลิกความฝันของตัวเอง เพียงเพราะใครบางคนบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายหลายๆคนก็ไม่ได้เกิดมาและทำตามความฝันของตัวเองในที่สุด

เมื่อหลายปีก่อนผมมีความฝันอย่างนึงว่า หากได้เห็นสถานที่สวยๆจากโปสเตอร์ จากในหนัง จากใน Internet หรือจากที่ใดๆก็ตาม จะบอกตัวเองว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เราต้องไปในสถานที่แห่งนั้นให้ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง เวลาหรือค่าใช้จ่าย ซึ่งใครที่รู้ เขาคงหาว่า เพ้อฝัน บ้า หรือเวอร์เกินไป แต่สุดท้ายมันก็คือ 1 ในฝันเล็กๆของผมเช่นกัน ไม่ว่าใครจะพูดหรือคิดอย่างไร ผมก็เดินหน้าตามความฝันตัวเองต่อ

ทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองมีเงินและเวลามากพอ
หรือที่เรียกว่า " Financial Freedom"
ซึ่งก็คือ มี "อิสรภาพทางการเงินและเวลา"

จนกระทั่งด้วยความพยายามหลายปี
ในวันที่ผมประสบความสำเร็จในธุรกิจ
ผมจึงสามารถทำตามความฝันนี้ได้

เมื่อหลายเดือนผมก่อนได้มีโอกาส เห็นภาพๆหนึ่ง
เป็นภาพทะเลสาบน้ำใสราวกระจกสะท้อนภาพภูเขาที่อยู่ข้างหลังเห็นแล้วสะดุดตามากจึงไปค้นหาดูจึงพบว่ามันคือเมือง Hallstatt เป็นเมืองเล็กๆอยู่ที่ Austria จึงตั้งใจเลยว่าต้องไปให้ได้

แต่เชื่อไหมเมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวมากนักนอกจากมาพักผ่อนตากอากาศจริงๆ จึงไม่มีทัวร์ไหนพามาพักที่นี้เลย อย่างมากคือแค่เป็น 1 ในโปรแกรมแวะเที่ยว ให้ได้ถ่ายรูป 3 ชมและนั่งรถไปเมืองข้างๆต่อซึ่งเป็นอะไรที่ดู ชะโงกทัวร์มาก

แต่มันเป็นความตั้งใจที่ผมอยากมาสุดท้ายผมจึงหาข้อมูลจากทั้งหนังสือและ Internet จนได้ข้อมูลมากพอ และจึงได้ทำการจัด Trip ของตัวเองขึ้นมา โดยมี Hallstatt เป็นจุดหมายปลายทาง

แต่ไหนๆจะมาแล้วจึงพยายามเลือกเวลาที่มาแล้วได้อะไรคุ้มที่สุด สุดท้ายเมื่อโปรแกรม Super Cup ออกมาและกำหนดสถานที่เตะคือที่ Prague ซึ่งใกล้ๆกันพอดี และบังเอิญอีกมากที่ Chelsea แข่งกับ Man U ก่อนหน้าแค่ไม่กี่วันเอง Trip นี้จึงถูกกำหนดอย่างคุ้มค่าลงตัวมากสำหรับความต้องการของผม

เริ่มที่ไป Manchester ดู Man U Vs Chelsea จากนั้นแวะเที่ยว London 2 วันและเดินทางต่อ ไป Prague เพื่อ ดู Super Cup Chelsea Vs Bayern เสรจแล้วลงใต้แวะเที่ยวเมืองเล็กๆน่ารัก Cesky Krumlov อีก 1 คืน และมาจบที่ Hallstatt ซึ่งผมจะอยู่ที่นี้เต็มอิ่ม 3 วันเลย

ซึ่งโชคดีมากที่มา 3 เพราะวันแรกที่มาฟ้าฝนไม่เป็นใจฝนตกทั้งวัน ซึ่งหากมาทัวร์แล้วเจอฝนตกจบเลย แต่นี้ยังมีเวลาอีก 2 วันซึ่งดูจากพยากรณ์อากาศแล้วพุ่งนี้ฟ้าน่าจะโปร่ง

วันนี้เลยออกมานั่งดูถ่ายทอดสดแดงเดือดตรงระเบียงก็ ชิวไปอีกแบบ

ซึ่งภาพที่เห็นนี้ถ่ายจากห้องพักในโรงแรมที่พักเลยเป็นวิวริมทะเลสาบเลย เมืองนี้ของจริงสวยมากๆ
สวยกว่าภาพแรกที่ผมเห็นใน Internet เสียอีก(ภาพพื้นหลัง)

นี้ก็เป็นฝันอีก 1 อย่างที่บรรลุแล้ว อยากเป็นกำลังใจให้ทุกๆคน

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้เดินตามความฝันของคุณเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การเคลียร์ความคิด : ถ้าทำธุรกิจนี้สักระยะ แล้วไม่ Move เป็นอะไรไหม?

Avatar
ตุ้ม THE CLOVER Platinum Star
ถ้าทำธุรกิจนี้สักระยะ แล้วไม่ Move เป็นอะไรไหม?

มีน้องคนหนึ่ง ถามตุ้ม ถึงคำถามนี้มา
และตุ้มรู้สึกว่า หลายๆคน ที่เข้ามาทำธุรกิจนี้ได้สักระยะ
อาจจะเคยเกิดคำถามเดียวกันนี้ ในใจ ตุ้มจึงขอนำคำตอบ
ที่ตุ้มได้ตอบ น้องคนนี้เอาไว้ มาแชร์ใน Myclover ครับ

*************************************

พี่ว่า ขึ้นอยู่ที่ว่า คำว่า มูฟ ของเราคืออะไร
อย่างที่ระบบเราบอกเอาไว้ว่า
เวลาตั้งเป้าหมาย เราควรตั้งเป้าหมาย สี่มิติ
คือ PV / คนเข้าระบบ /
ทักษะแนวคิด / การใช้ระบบและสินค้า100%

วันนี้ เป้าหมายฝั่งซ้าย คือ PV / คนเข้าระบบ
เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ คือเราไม่รู้หรอกว่า
สิ้นเดือน เราจะมี PV เพิ่มไหม เราจะมีคนเข้าระบบเพิ่มไหม
เพราะมันไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่บุคคลอื่น

ในขณะที่เป้าหมายฝั่งขวา คือ ทักษะแนวคิด
การใช้ระบบ และสินค้า 100%
เป็นเป้าหมายที่เราควบคุมได้ เพราะไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย
เป็นเป้าหมายที่เกี่ยวกับตัวเราเองล้วนๆ

ดังนั้นแล้ว ถ้าสิ้นเดือน PV / คนเข้าระบบ ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ไม่ต้องเสียใจ เพราะเราควบคุมไม่ได้
แต่ต้องกลับมาเช็ค เป้าหมายฝั่งขวา
ตัวเราได้ใช้สินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อขยายหน้าร้านไหม?
ตัวเราได้ฟังสื่อเพิ่มขึ้น หรือได้อ่านหนังสือดีๆ
เพื่อพัฒนาแนวคิด หรือความรู้ของเราเพิ่มขึ้นไหม

ทีนี้ เรื่องของการพัฒนาทักษะ นี่ล่ะ
ที่น่าจะเป็นปัญหาที่หลายๆคน ยังไม่เข้าใจ
เพราะหลายๆคน มักจะเข้าใจว่า ความรู้ กับ ทักษะ
มันเหมือนๆกัน แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่
ความรู้ คือ สิ่งที่เราได้เรียน
แต่ทักษะ มันไม่ได้จากการเรียน แต่เกิดจากการทำ

ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ ให้เราเขียนชื่อเราเอง
ด้วยมือข้างที่เราถนัด ใครๆ ก็คงเขียนได้สบายๆ
แต่ถ้าให้เขียนด้วยมือข้างที่เราไม่ถนัด
หลายๆคน ก็จะเขียนลำบาก เขียนไม่ตรง เขียนไม่สวย
นั่นเป็นเพราะ เรารู้ว่า ต้องเขียนอย่างไร
แต่เราไม่เคยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดเขียน เราเลยไม่มีทักษะ

ดังนั้นแล้ว วันนี้ การที่เราจะพัฒนาทักษะได้
มันก็ต้องอยู่ที่ว่า เรามีเนื้องานมากพอหรือเปล่า?

ถ้าวันนี้ เราไม่ Move เราอาจจะต้องประเมินตัวเอง
ด้วยการเช็ค สองอย่าง อย่างแรก คือ ปริมาณ
ถ้า ปริมาณเนื้องาน เราไม่มากพอ
ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้
ไม่ได้เยอะมากพอ ที่จะทำให้เกิดกฎค่าเฉลี่ย
มันก็อาจจะไม่แปลกที่เรายังไ่ม่ Move

แต่ถ้าเราทำเนื้องานมากพอแล้ว แต่ยังไม่ Move
เราต้องมาดูปัจจัยที่สอง คือ คุณภาพ
คือ เราสามารถ ทำให้ดีขึ้นอีกได้ไหม
เราเคยเช็คทักษะของเรากับโค้ชหรือเปล่า
เราเคย AAR กับโค้ชของเราไหม?

ถ้าคุณภาพยังไม่ดีพอ ก็อาจทำให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อย
แต่ถ้าคุณภาพเราดี ก็จะทำให้ ค่าเฉลี่ยคนสนใจเพิ่มขึ้น

ถ้ารู้สึกว่า ปริมาณเราก็เยอะแล้ว คุณภาพเราก็ดีแล้ว
แต่ยังไม่ Move ทางด้าน คนเข้าระบบ ก็ไม่เป็นไร
เพราะเราอาจจะแค่ ยังไม่เจอคนที่ ใช่
แต่อยากให้มั่นใจว่า ถ้าเราทำธุรกิจนี้ ต่อเนื่องและนานพอ
เราต้องเจอคนที่ใช่ ในธุรกิจนี้แน่นอน
อยากให้เชื่อว่า วันที่เราสำเร็จในธุรกิจนี้มีอยู่จริง
สำคัญที่ว่า เมื่อวันนั้นมาถึง เรายังอยู่ในธุรกิจนี้หรือเปล่า
หรือว่า เราท้อ และเลิกไปก่อนนั่นเอง

เพราะธุรกิจนี้ ไม่ได้สำคัญที่ทำเยอะ ทำหนัก
แต่สำคัญที่ การทำงานต่อเนื่องมากกว่า ^^

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ กับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนนะครับ
My name is Prayuth Chatsakda and I am Clover

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แนวคิด : งาน Active กับ Passive กับการลดน้ำหนัก


หลังจากอดทนมีวินัยมาได้ 43 วัน ผลประกอบการคือไขมันสะสมที่ลดลง พุงกะทิมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด และกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ดูเฟิร์มขึ้นครับ

ตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นมา ก็ยังควบคุมอาหารตามปกติอยู่ เพราะการเลือกกินแบบถูกหลักโภชนาการตลอด 43 วันทำให้ติดเป็นนิสัยแล้วครับ แต่ว่าก็เริ่มผ่อนคลายกฏที่เข้มงวดทั้งหลายลงมาก ผมเริ่มอนุญาตให้ตัวเองทานหลัง 1 ทุ่มได้ ทานของทอดได้ ทานของหวานได้ เพราะเราอยู่ในระดับที่ burn ออกได้ง่ายกว่าแต่ก่อนและมีกล้ามเนื้อช่วย burn มากขึ้น ทานมา 2 วันจนเมื่อวันอังคารผมเริ่มรู้สึกอึดอัด เลยรีบไปออกกำลังกาย ปรากฎว่า วันพุธน้ำหนักก็กลับลงมาเท่าเดิม และไขมันสะสมก็ลดลงไปเท่าวันเสาร์เลย

...

อยากแชร์ครับ เพราะคุยกับหลาย ๆ คนมา เลือกที่จะคุมอาหารเพียงอย่างเดียวแล้วอ้างว่า "ไม่มีเวลา" ไปออกกำลังกาย ขอบอกเลย แบบนั้นต้องระวังนะครับ ถ้าน้ำหนักลงเพราะเราลด input อย่างเดียว แล้วเราไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อมาช่วยเพิ่ม output มันจะลดยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะร่างกายเราจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับปริมาณ input ใหม่ จนเราจะเริ่มเห็นว่า เราก็มีวินัยในการกินนะ ทำไมน้ำหนักไม่ลงต่อแล้วอ่ะ?

มันเหมือนเราทำงาน active อย่างเดียวอ่ะครับ นับวันเงินเฟ้อยิ่งเพิ่มขึ้น ทุกอย่างจ้องแต่จะขึ้นราคา ถ้าเราไม่สร้างรายได้แบบ passive มาช่วยอีกทาง เราจะต้องเหนื่อยขึ้น ทำงานหนักขึ้น เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปี น่ากลัวไหมล่ะครับ? ดังนั้น สร้างกล้ามเนื้อเถอะครับ เชื่อผม มีกล้ามเนื้อมาช่วย burn สิ่งที่เรากินเข้าไป ออกกำลังกายเท่าเมื่อวาน แต่เรา burn ไขมันได้มากกว่าเมื่อวาน ฟินไหมล่ะ?

ตัดสินใจให้เด็ดขาดนะครับว่าเราแค่ "อยากได้" หรือเรา "ต้องได้" ?
ตั้งใจทำทั้งงาน active และ passive ไปพร้อมกันเลยครับ

active = รีดไขมันออก ด้วยการคุมอาหาร + exercise
passive = สร้างกล้ามเนื้อมาช่วยรีดไขมัน ด้วยการกินเน้นโปรตีน + weight training

เหนื่อยทีเดียวครับ กัดฟัน 3 เดือน 6 เดือน รีดไขมันให้หมด สร้างกล้ามเนื้อมาช่วยเผาไขมัน แถมยังดูเฟิร์มขึ้น กระชับขึ้น แล้วเราจะตามใจปากได้เป็นปีเลยครับ สาว ๆ อย่ากลัวกล้ามขึ้นครับ มันไม่ได้ขึ้นกันง่าย ๆ จะให้กล้ามเห็นชัด ๆ นั้นเค้าต้องยก weight กันแบบเพิ่มน้ำหนักไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณใช้ดรัมเบลอันน้อยอันเดิมตลอด อย่าหวังเลยครับว่ากล้ามจะโต ไม่ต้องกลัวครับ

...

คนหุ่นดีนี่ มันบ่งบอกอะไรในตัวคุณได้หลายอย่าง เพราะไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะซื้อหุ่นดี ซื้อสุขภาพดีได้นะครับ มันแสดงถึงความใส่ใจและวินัยที่มากมายจริง ๆ ลองถามตัวเองดูครับ ถ้าพยายามลดน้ำหนักมาหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จละก็ เราแค่ "อยากได้" ที่ไม่ได้ก็ "ไม่เป็นไร" หรือเราจะบอกตัวเองใหม่ว่า "ไม่ได้ไม่เลิก" !!!?

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แชร์ประสบการณ์และผลลัพธ์ การมีหุ่นกระชับอย่างสุขภาพดี โดยรองชนะเลิศอันดับ1 Mastershape#3 น้องแอ๊ป

Avatar
Appz Giver PT star4455
แอ๊ปมีโอกาสเข้าร่วม คอร์ส "Master Shape Season#3" ที่ทางบริษัทจัด จึงอยากมาแชร์ประสบการณ์และผลลัพธ์ของตัวเองค่ะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า แอ๊ปเป็นลูกคนจีน พ่อแม่เลี้ยงลูกทั้ง 3 คนได้อ้วนทุกคน ตัวเราไม่เคยรู้จักคำว่า "ผอม" จริงๆใจลึกๆพอเราโตมาเรารักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ก็อยากที่จะผอมสวย แต่ไม่เคยทำได้ จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองไปวันๆว่า "ฉันอ้วนและสวย ก็เป็นตัวฉันดี" ตราชั่งไม่เคยขึ้นเลข 4 ตั้งแต่รู้จักชั่งน้ำหนักตอนม.ต้นก็หนัก50 แล้วก็ขึ้นๆมาตลอด จนก่อนมาเจอเอมสตาร์หนักที่ 57 กก.
ก่อนจะเข้าคอร์สนี้ น้องสาวแท้ๆของเราที่ออกแนวทอมๆ เข้าซีซั่น2 น้ำหนักลดรวม 9 กก. จาก 54 เหลือ 45 กก. ทุกๆวันเราจะเห็นน้องเราผอมลง สุขภาพดีขึ้น ชุดที่เราใส่ไม่ได้ก็ต้องให้น้องลองใส่ แล้วนั่งคิดในใจว่า "สวยจัง" จนเราทนไม่ไหว ขอเข้าซีซั่น 3 บ้าง ด้วยเหตุผลที่ว่า "จะปล่อยให้ทอมมาสวยกว่าเราได้ยังไง"

เมือ่ได้เข้าคอร์ส เราได้เรียนรู้การควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง + การใช้อาหารเสริมอย่างถูกวิธีและเสริมพลังการลดน้ำหนัก อย่างแรกเราหาแรงบันดาลใจที่ชัดเจนมากๆๆๆ เพราะมันจะทำให้ตลอด 43 วัน "เราได้ทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทำ" แรงบันดาลใจของแอ๊ป ที่ใฝ่ฝันไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะทำ คือ "การได้ใส่บิกินี่ บราสีเขียว กางเกงสีชมพู" พอแรงบันดาลใจเราชัด เราก็มีใลที่จะบันดาลแรง ให้มีวินัยทำ 3 สิ่ง ควบคู่กันไป

1. ควบคุมปริมาณพลังงานอาหารที่ได้รับ ไม่ให้เกิน 800 - 1,000 แคล ต่อวัน เลี่ยงของทอด น้ำหวาน ขนมหวาน ของมันๆ เบเกอรี่ ทุกชนิด เพื่อนๆต้องค่อยๆปรับตัวเอง ไม่มีใครทำเป๊ะเว่อ ตั้งแต่แรก แต่ถ้าไม่มีก้าวแรก ก็จะไม่ถึงเส้นชัย ส่วนตัวแอ๊ป ไม่ได้ทำง่ายๆ เพระาแอ๊ปทำงานเกี่ยวกับแป้งทอดกรอบ พวกไก่เคเอฟซี เค้ก ขนมปังทุกชนิด ต้องคอยชิมอาหารตลอดทุกๆวัน แต่เราตัดสินใจเด็ดขาด คายทิ้งทุกครั้ง

2. วินัยในการทานอาหารเสริม ต้องออกตัวขอแนะนำเพื่อนๆทุกคนว่า "อย่ากลัวเปลืองเงิน" เพราะยิ่งกลัวเปลืองเงินจะยิ่งเปลือง แอ๊ปเคยลองมาแล้ว AG bloc, 6L ทีละกระปุก2กระปุก กี่ครั้งแล้วคะ ที่มันไม่ไ่ด้ผล ดังนั้นใน 43วัน แอ๊ปจัด 6L ทั้งหมด 8 กระัปุก +AG Bloc 3 กระปุก 2ตัวนี้สำคัญมากๆ ลองคิดๆดูว่าถูกกว่าคอร์สที่อื่นเยอะมากๆ ส่วนตัวแอ๊ปทาน 6L เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน มื้อละ 4 เม็ด และ ทาน AG Bloc มื้อกลางวันและเย็น มื้อละ 2 เม็ด >> 2ตัวนี้ทานก่อนอาหาร 50-60นาที เพื่อนๆคนไหนไม่ใช้อาหารเสริมของเรา ลองทำแต่ข้ออื่น ฟันธง100% ว่ารูปร่างจะไมไ่ด้กระชับขึ้น ปัจจุบันเอวแอ๊ปหายไป 6 นิ้ว+ สะโพกลดไป3นิ้ว +น่องขาบน น่องขาล่างหายไป2นิ้ว+ ต้นแขนลด1นิ้ว หน้าเรียวขึ้นเห็นได้ชัดเว่อ ^^

3. ออกกำลังกาย- ใครหลายๆคนบอกกับตัวเองตลอดว่า "ไม่มีเวลา่" เราบอกตัวเองอย่างนี้มากี่ปี จนทำให้ไขมันเราสะสม สุขภาพไม่ดี เพื่อนๆต้องค่อยๆปรับเวลา จัดเวลา ช่วงแรกจัดเสลาอย่างน้อย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ออกครั้งละ 50-60นาที ยิ่งถ้าไม่มีเวลา แนะนำให้ออกกำลังกายที่ค่อนข้างเห็นผล และเบิร์นแคลอรี่ได้สูง เช่นการวิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค หรือเราสามารถทำท่าง่ายๆระหว่างทำงาน หรือ ขณะอาบน้ำแปรงฟัน,, เชื่อแอ๊ปนะคะ ออกกำลังกายคู่กับการทาน 6L จะตะลึงกับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งเล้กๆน้อยๆที่เราต้องทำ คือ ชั่งน้ำหนักเช้า และ ก่อนนอน ทุกวัน เหมือนเราจด PV record เลยก็ว่าได้ ลงทุนซื้อตราชั่งดิจิตอลมา แล้วจะรู้เลยว่า ซื้อมาหลักร้อย แต่ใช้คุ้มยิ่งกว่าหลักหมื่น

3 อย่างที่แอ๊ปทำแบบมีวินัย ทำได้ดี เพราะมี "บรรยากาศหรือเพื่อร่วมทางที่ดี" ขอบคุณๆๆๆ เพื่อนในกลุ่มไลน์มาสเตอร์เชป หลายๆครั้งที่เผลอจะกลืน ต้องหยิบมือถือมาอยู่กับเพื่อนๆ หลายๆครั้งที่น้ำหนักเรายังไม่ลด แต่เก็นน้ำหนักคนอื่นลด เราดีใจด้วยและมีความหวังต่อไป ที่สำคัญที่สุด ขาดไม่ได้ คือการมีโค้ชที่ดี ขอบคุณ "พี่ซิง" ขอบคุณจากใจ ที่คอยชี้แนะทุกๆเรื่องตลอดเส้นทาง

เดือนพ.ค.น้ำหนักแอ๊ปอยู่ที่ 57 กก 29 มิ.ย.วันเริ่มคอร์สหนักที่ 53.8 วันที่ 10 ส.ค.วันตัดสิน น้ำหนักอยู่ที่ 47.8กก. ลดรวม 6 กก.ในคอร์ส43วัน และรวม 9 กก.ภายใน 3 เดือน ตอนนี้ยังใส่บิกิี่ได้ไม่สวย ตั้งเป้าหมายลดเพิ่มอีก 2.8 ให้เหลืิอ 45 กก. ภายใน 30วัน ได้เห็นแอ๊ปใส่บิกินี่ เที่ยวกับครอบครัวที่เกาะช้าง ปีใหม่นี่แน่นอน

นอกจากเรื่องสุขภาพ รูปร่าง ที่ดีขึ้น แอ๊ปยังมีโอกาสแชร์ประสบการณ์บนเวที และคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ "mini Ipad" มาได้ ต้องขอบคุณเืพื่อนๆ Clover group และ Clover Giver ทุกคน ที่เดินเคียงข้างให้กำลังใจมาโดยตลอด :)

"ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก ขึ้นอยู่ที่ปากว่าจะควบคุมได้ขนาดไหน " ,,, แอ๊ป ธีรนุช เร่งวัฒนะชัย